เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประกันสุขภาพ

‘ประกันสุขภาพ’ คือ การประกันภัยที่บริษัทประกันภัยตกลงที่จะชดเชยค่าใช้จ่ายที่จากการรักษาพยาบาลของผู้เอาประกันภัย (ผู้ซื้อ หรือชื่อที่ระบุในสัญญา) ไม่ว่าค่ารักษาพยาบาลนั้นจะเกิดขึ้นจากการเจ็บป่วยจากโรคภัย หรือการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุให้แก่ผู้เอาประกันภัย ซึ่งในรายละเอียดกรมธรรม์ แต่ละแบบก็แตกต่างกันไป ประกันสุขภาพมีให้เลือกหลายแบบ เช่น ประกันสุขภาพแบบเพื่อรักษา ในกรณีที่เราเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ทั้งการรักษาแบบผู้ป่วยนอก, แบบผู้ป่วยใน หรือประกันภัยแบบที่ดูแลเรื่องอุบัติเหตุ ซึ่งในกรณีนี้ประกันจะมีผลต่อเมื่อเราได้รับอุบัติเหตุและต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล และยังมีประกันแบบที่สูญเสียความสามารถหรือ หรือประกันภัยแบบชดเชยรายได้ ซึ่งช่วยการันตีวงเงินที่คุณจะได้ยามที่ต้องเข้ารักษาตัว

ประกันสุขภาพแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่
1. ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ แบบรายบุคคล
2. ประกันอุบัติเหตุและสุขภาพ แบบหมู่

ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของกรมธรรม์จากบริษัทประกันที่คุณซื้อประกันสุขภาพ แต่ส่วนใหญ่ประกันสุขภาพ จะคุ้มครองเมื่อต้องเข้ารับการรักษา ณ โรงพยาบาล ที่เกิดจากการเจ็บป่วย หรืออุบัติเหตุ โดยบริษัทจะชดเชยค่าใช้จ่ายทั้งหมด 7 ประเภท ได้แก่

  1. ค่าห้องพักในโรงพยาบาล ค่าอาหาร ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการอื่นๆ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลฉุกเฉิน จากการเกิดอุบัติเหตุ
  2. ค่าใช้จ่ายจากการผ่าตัด และค่าที่ปรึกษาทางการแพทย์
  3. ค่าใช้จ่ายที่ได้รับการดูแลจากแพทย์ค่าใช้จ่ายในการรักษาฟัน
  4. ค่าใช้จ่ายกรณีคลอดบุตร
  5. ค่าใช้จ่ายเมื่อรับรักษาที่คลินิก หน่วยพยาบาล หรือส่วนของผู้ป่วยนอก
  6. ค่าชดเชยระหว่างต้องนอนโรงพยาบาล (กรณีเสียรายได้)
  7. ค่าบริการเมื่อให้แพทย์และพยาบาลพิเศษมาดูแล

ในวัยทำงาน ทุกคนคงรู้จักการหักเงินเข้าประกันสังคมเป็นอย่างดี โดยประกันสังคมจะเป็นการสะสมเงินที่ถูกหักออกในแต่ละเดือนจากผู้มีรายได้ สำหรับคนทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 15 – 60 ปี ซึ่งจะได้รับประโยชน์ทดแทนเมื่อต้องประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ เช่น การเจ็บป่วย ซึ่งประกันสังคมจะดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาล
หากแต่คำถามคือ สิทธิในการได้รับจาก 'ประกันสังคม' เพียงพอสำหรับเราแล้วหรือไม่ เช่น ค่าห้อง ค่าอาหาร ของโรงพยาบาลที่รักษาตัว โดยประกันสังคมกำหนดกรณีผู้ป่วยใน ค่ารักษาพยาบาลจะจ่ายให้วันละไม่เกิน 2,000 บาท ค่าห้องค่าอาหารไม่เกินวันละ 700 บาท หรือการใช้สิทธิในสถานพยาบาล โดยที่ประกันสังคมนั้นผู้ประกันตนสามารถใช้สิทธิได้เฉพาะโรงพยาบาลที่ได้เลือกไว้เท่านั้น เว้นแต่เป็นการเจ็บป่วยขั้นฉุกเฉินจริงๆ จึงจะสามารถใช้สิทธิในโรงพยาบาลอื่นได้
การได้รับสิทธิจาก 'ประกันสุขภาพ' จะช่วยยกระดับได้มากกว่าในเรื่องนี้ เพราะผู้ทำประกันสามารถเลือกเข้ารับการรักษาสถานพยาบาลที่อยู่ในข่ายของบริษัทประกัน ซึ่งกระจายอยู่ในทุกพื้นที่

ผู้ที่ทำประกันสุขภาพให้ตัวเอง สามารถนำเบี้ยไปหักลดหย่อนภาษี ได้ตามที่จ่ายจริงสูงสุดไม่เกิน 25,000 บาทต่อปี แต่กรณีทำประกันสุขภาพ ร่วมกับประกันชีวิตทั่วไปหรือเงินฝากแบบมีประกันชีวิต ต้องไม่เกิน 100,000 บาท/ปี

แค่ชื่อก็ต่างกันแล้ว และถ้ามองจุดประสงค์ของประกันก็ยิ่งต่างกันเข้าไปใหญ่ ประกันชีวิตคุ้มครองในกรณีเสียชีวิตเท่านั้นเป็นหลักประกันให้กับครอบครัวในกรณีที่ผู้ทำประกันเสียชีวิต การสร้างความอุ่นใจและความมั่นคงให้กับคนในครอบครัว ให้มีเวลาตั้งหลัก มีเงินก้อนใช้จ่าย ไม่ลำบากในช่วงที่ต้องสูญเสียเสาหลัก หรือสมาชิกครอบครัวคนใดคนหนึ่งไป
ส่วนประกันสุขภาพคุ้มครองกรณีที่ผู้เอาประกันเจ็บป่วย หรือเกิดอุบัติเหตุ ตามแต่เงื่อนไขในสัญญา มีเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเวลาที่ต้องรักษาตัวจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย เพื่อที่จะได้ไม่ต้องนำเงินเก็บออมส่วนอื่นๆ ที่เก็บเพื่อให้ตนเองและครอบครัว มาใช้ในการรักษาพยาบาล ดังนั้นเมื่อเรามั่นใจว่าในการรักษาพยาบาลแต่ละครั้งจะสบายใจเรื่องค่าใช้จ่ายแล้ว เราจะได้ใช้เงินออมเพื่อสร้างความมั่งคั่งในเรื่องอื่นๆ

ไม่มีคำตอบใดที่ถูกที่สุดในเรื่องนี้ เพราะความคุ้มค่าเป็นลักษณะเฉพาะตัวแบบของใครของมัน แต่หลักของการเลือกซื้อประกันคือการพิจารณาจากเบี้ยประกัน กับสิทธิประโยชน์ที่จะได้รับ แล้ววิเคราะห์ออกมาว่าระดับราคาที่คุณต้องจ่ายไปได้อะไรกลับมาบ้าง
สิ่งที่เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ปัจจัยวงเงินคุ้มครองที่ต้องมีวงเงินที่ครอบคลุมหลายๆโรค เพราะแม้คุณจะมีประกันสุขภาพ เเต่ถ้าค่ารักษาทั้งหมดของคุณไม่ครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้น คุณก็ต้องจ่ายส่วนต่างตรงนี้ เช่นเดียวกับปัจจัยด้านสถานพยาบาลซึ่งต้องมีการระบุโรงพยาบาลในเครือข่ายที่หลากหลาย จะได้ครอบคลุมความเสี่ยงด้านสุขภาพทุกพื้นที่ ไม่ว่าคุณจะอาศัยอยู่ที่ใดในประเทศไทย
อย่าลืมว่าการเจ็บป่วยเเต่ละครั้งทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลมากมาย เช่น ค่าห้องรักษา ค่าผ่าตัด ค่าใช้จ่ายตลอดการพักฟื้นของคุณ หรือการเจ็บป่วยธรรมดาที่ไม่ต้องนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาล หรือเป็นเเค่การรักษาตัวในคลินิก คุณจึงต้องเลือกประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งผู้ป่วยใน (IPD) ที่รักษาที่โรงพยาบาล เเละผู้ป่วยนอกที่ไม่ได้นอนพักฟื้นในโรงพยาบาล (OPD) จะได้ครอบคลุมตั้งเเต่ป่วยเล็กน้อยจนถึงโรคร้ายเเรง
สิ่งที่ต้องบันทึกไว้สำหรับมนุษย์เงินเดือนที่คือเมื่อคุณได้ซื้อประกันสุขภาพเรียบร้อย คุณต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามสัญญา ฉะนั้นเงินค่าเบี้ยประกันที่คุณต้องจ่ายทุกเดือน หรือทุกปี ควรเป็นจำนวนเงินที่ไม่เดือดร้อนกับค่าใช้จ่ายหลัก เพราะความอุ่นใจจากการทำประกันสุขภาพไม่ควรส่งผลกระทบถึงการเงิน