โรคไทรอยด์เป็นแล้วอ้วนจริงหรือ ?


               หลายๆท่านอาจกำลังประสบปัญหาในด้านของน้ำหนักร่างกายทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนหรือบางท่านอาจจะทานน้อยออกกำลังวกายสม่ำเสมอแต่ทำม้ำหนักตัวขึ้นเอาๆ ลองมาสำรวจตัวเองกันดูไหมว่าเข้าข่ายกลุ่มผู้ป่วยโรคไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือ ไฮโปไทรอยด์ หรือไม่ ไปศึกษาข้อมูลกันเลย

ไฮโปไทรอยด์

ไฮโปไทรอยด์ (Hypothyroidism) หรือภาวะขาดไทรอยด์ คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์สร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้น้อยไม่เพียงพอหรือไม่สามารถสร้างไทรอยด์ฮอร์โมนได้เลย ทำให้ร่างกายทุกส่วนรวมทั้งสมองและความคิดทำงานเชื่องช้า เนื่องจากขาดไทรอยด์ฮอร์โมนไปกระตุ้นให้เกิดการเผาผลาญเป็นพลังงานให้เซลล์และเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทำงานได้ จึงทำให้กิดอาการไม่สบายต่าง ๆ ขึ้นตามมา

ไฮโปไทรอยด์เป็นภาวะที่พบได้บ่อยภาวะหนึ่ง โดยพบได้ประมาณ 2-5% ของประชากรทั่วไป สามารถพบได้ในคนทุกวัยตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ แต่จะพบได้มากในผู้หญิงวัยกลางคน (ในเด็กเกิดใหม่ทุก 3,000-4,000 คน จะพบภาวะนี้ได้ 1 คน ส่วนในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 75 ปีขึ้นไปจะพบได้ประมาณ 15% และพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2-8 เท่า)

สาเหตุของไฮโปไทรอยด์

หากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้ไม่เพียงพอจะก่อให้เกิดภาวะขาดไทรอยด์ได้ โดยอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

  • โรคภูมิคุ้มต้านตนเอง เป็นโรคที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายผลิตแอนติบอดี้ขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายตัวเอง ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ “โรคต่อมไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตเมื่อต่อมไทรอยด์อักเสบและผลิตแอนติบอดี้มาทำลายเนื้อเยื่อตัวเอง ย่อมส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมไทรอยด์จึงผลิตฮอร์โมนฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้ไม่เพียงพอและเกิดภาวะขาดไทรอยด์ตามมา
  • การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดส่วนต่าง ๆ เกือบทุกส่วนของต่อมไทรอยด์ออกไปจะทำให้ร่างกายหยุดการผลิตฮอร์โมนหรือผลิตได้น้อยลง ผู้ป่วยจึงจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนไทรอยด์ไปตลอดชีวิต
  • การฉายรังสีที่บริเวณลำคอ ผู้ป่วยโรคมะเร็งบางชนิด (เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง) อาจจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่บริเวณลำคอหรือศีรษะ แล้วรังสีที่ฉายนั้นไปทำลายเซลล์ภายในต่อมไทรอยด์ จึงทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนออกมาได้เพียงพอ
  • การรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป ทำให้ผู้ป่วยต้องกินยาต้านไทรอยด์ เพื่อลดและปรับระดับฮอร์โมนดังกล่าวให้เป็นปกติ และอาจได้รับการรักษาด้วยการกินน้ำแร่รังสีไอโอดีน/สารไอโอดีนกัมมันตรังสี ในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านไทรอยด์ มีอาการกำเริบบ่อย ไม่สะดวกในการใช้ยาอย่างต่อเนื่องหรือมีอาการแพ้ยา ซึ่งเหล่านี้ก็จะนำไปสู่ภาวะขาดไทรอยด์ได้
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ยาบางตัวที่ใช้ในการรักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ ภาวะทางจิต โรคมะเร็ง หรือโรคต่อมไทรอยด์เป็นพิษ การขาดสารไอโอดีน เนื่องจากไอโอดีนเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์และร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ ต้องได้รับมาจากการรับประทานอาหารที่มีไอโอดีนสูง เช่น เกลือไอโอดีน อาหารทะเล ปลาทะเล ไข่ และผลิตภัณฑ์จากนม (ในเด็กเล็กอาจเกิดจากภาวะขาดไอโอดีนในมารดาระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร)

อาการของไฮโปไทรอยด์

  • อาการที่พบได้บ่อย ได้แก่ อาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เฉื่อยชา ทำงานเชื่องช้า คิดช้า ขาดสมาธิ ซึมเศร้า ผมร่วง ผิวหนังหยาบแห้ง เล็บด้าน เปราะ ฉีก แตก ง่าย ขนคิ้วบางโดยเฉพาะตรงส่วนปลาย ๆ ของคิ้ว กล้ามเนื้อเป็นตะคริว ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ลำไส้มักจะเคลื่อนไหวช้าทำให้มีอาการท้องผูกเป็นประจำ และเนื่องจากร่างกายทำงานเชื่องช้าจึงมีการใช้พลังงานน้อย ผู้ป่วยจึงมักมีรูปร่างอ้วนขึ้น น้ำหนักตัวขึ้น ทั้ง ๆ ที่กินไม่มาก และจะรู้สึกหนาวง่ายกว่าคนปกติ (จึงชอบอยู่ในอากาศร้อนมากกว่าอากาศเย็น) บางรายอาจมีอาการคอพอก (คอโต) ร่วมด้วย
  • อาการที่พบได้น้อย ได้แก่ ประจำเดือนมามากและนานหรือประจำเดือนไม่มา, เสียงแหบ, หูตึง, ความต้องการทางเพศลดลงหรือไม่มีความรู้สึกทางเพศ, มีบุตรยาก, เป็นโรคเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมือ (ทำให้รู้สึกเจ็บหรือชาที่มือ), หลงลืมหรือความคิดสับสน (ในผู้ป่วยสูงอายุ)

การรักษาไฮโปไทรอยด์

แนวทางการรักษาไฮโปไทรอยด์ คือ การรักษาที่สาเหตุหรือแก้ไขที่ต้นเหตุ (ในกรณีที่แก้ได้) เช่น ถ้ามีสาเหตุเกิดจากการใช้ยาบางชนิดนี้ เมื่อหยุดยานั้น (ถ้าหยุดได้) อาการต่าง ๆ ก็จะทุเลาลงไปได้เอง

แต่ถ้าเป็นไฮโปไทรอยด์ชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเกิดจากสาเหตุที่แก้ไขไม่ได้ ซึ่งพบได้เป็นส่วนใหญ่ เช่น ไฮโปไทรอยด์ที่มีสาเหตุมาจากการฉายรังสีบริเวณลำคอ การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การกินน้ำแร่รังสีไอโอดีนเพื่อรักษาภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน เป็นต้น ผู้ป่วยก็จำเป็นต้องกินยาไทรอยด์ฮอร์โมนทดแทนไปตลอดชีวิต

การป้องกันไฮโปไทรอยด์

เมื่อดูจากสาเหตุแล้ว การป้องกันภาวะขาดไทรอยด์จึงเป็นไปได้ยาก เพราะส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการรักษาโรคต่าง ๆ และสาเหตุที่เป็นมาแต่กำหนด ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือ การสังเกตอาการของตนเองอยู่เสมอ เมื่อพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

ไฮเปอร์ไทรอยด์

โรคไฮเปอร์ไทรอยด์ หรือ ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน คือ ภาวะที่ต่อมไทรอยด์* มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมามากเกินไป กระตุ้นให้อวัยวะทั่วร่างกายมีการเผาผลาญสูงกว่าปกติ เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการเจ็บป่วย ๆ ต่างขึ้นตามมา เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น ขี้ร้อนง่าย เหงื่อออกมาก หงุดหงิด นอนไม่หลับ น้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็วแบบผิดปกติ เป็นต้น

ไทรอยด์เป็นพิษ

โรคไทรอยด์เป็นพิษ, ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ หรือ ภาวะพิษจากไทรอยด์ หมายถึง อาการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากภาวะมีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินดังกล่าว ซึ่งอาจเกิดจากภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน (ไฮเปอร์ไทรอยด์) หรือเกิดจากภาวะอื่น ๆ ก็ได้ และเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย โดยพบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5-10 เท่า

คอพอกเป็นพิษ

โรคคอพอกเป็นพิษ หมายถึง ผู้ที่มีอาการคอพอก (ต่อมไทรอยด์โต) ซึ่งมีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกิน และเกิดภาวะพิษจากไทรอยด์

สาเหตุของไทรอยด์เป็นพิษ

สาเหตุของไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากการที่ต่อมไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ จนทำให้ร่างกายมีปริมาณของของฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินความต้องการของร่างกายและมีสภาวะเป็นพิษจนส่งผลต่อร่างกายในด้านต่าง ๆ โดยสาเหตุการเกิดนั้นมีได้หลากหลายสาเหตุ ดังนี้

  • โรคเกรฟส์ หรือ โรคคอพอกตาโปน เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดประมาณ 60-80% ของผู้ป่วยไทรอยด์เป็นพิษทั้งหมด เป็นโรคที่พบได้มากในวัยรุ่นและวัยกลางคน (คนที่อายุประมาณ 20-40 ปี) พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 5-10 เท่า สาเหตุของการเกิดโรคยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่พบว่ามีความสัมพันธ์กับเพศ (เพราะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย) และกรรมพันธุ์ (เพราะพบว่าผู้ป่วยบางรายมีประวัติพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย) การสูบบุหรี่จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้มากขึ้น นอกจากนี้ยังพบด้วยว่า ความเครียดก็มีส่วนกระตุ้นให้โรคกำเริบได้ ผู้ป่วยมักมีต่อมไทรอยด์โตลักษณะแบบกระจายและมักมีอาการตาโปนร่วมด้วย โรคนี้จัดเป็นโรคภูมิต้านตนเอง  ชนิดหนึ่ง ซึ่งพบว่ามีการสร้างสารภูมิต้านทานต่อไทรอยด์  ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ ซึ่งจะไปจับกับตัวรับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์หรือทีเอสเอช ที่ต่อมไทรอยด์ กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนออกมาโดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง* ทำให้มีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินจนเกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคนี้มักเป็นเรื้อรัง ผู้ป่วยบางรายอาจมีระยะสงบ (หายจากอาการเจ็บป่วย) แต่ก็อาจกำเริบได้ใหม่
  • คอพอกเป็นพิษชนิดหลายปุ่ม ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “โรคพลัมเมอร์” เป็นโรคที่มักพบในคนอายุมากกว่า 40 ปี ผู้ป่วยจะมีอาการคอพอกในลักษณะโตเป็นปุ่มหลายปุ่ม มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์โดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง
  • เนื้องอกไทรอยด์ชนิดเป็นพิษ เป็นภาวะที่พบได้น้อยกว่า 2 ชนิดแรก ต่อมไทรอยด์จะมีลักษณะโตเป็นก้อนเนื้องอกเดี่ยวขนาดมากกว่า 2.5 เซนติเมตร ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากขึ้นโดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมองเช่นกัน
  • การอักเสบของต่อมไทรอยด์ ในระยะแรกเนื้อเยื่อที่อักเสบจะมีการปล่อยฮอร์โมนไทรอยด์ที่สะสมอยู่ในต่อมไทรอยด์ (ในปริมาณที่สร้างตามปกติ) ออกมาในกระแสเลือดมากกว่าปกติ ทำให้เกิดภาวะไทรอยด์เป็นพิษขึ้นมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่ง หลังจากนั้นอาจมีภาวะขาดไทรอยด์ อย่างถาวรตามมา

  • อาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ ใจหวิว ใจสั่น มือสั่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานที่ต้องใช้ความละเอียด เช่น งานฝีมือ เขียนหนังสือ) อาจมีอาการเจ็บหน้าอก
  • มักจะขี้ร้อน คือ ชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย ฝ่ามือมีเหงื่อชุ่มตลอดเวลา
  • ผู้ป่วยมักจะมีลักษณะอยู่ไม่สุข ชอบทำโน่นทำนี่ บางทีดูเป็นขี้ตื่น หรือมีท่าทางหลุกหลิก หรืออาจมีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิด ฉุนเฉียว โมโหง่าย นอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือมีอารมณ์ซึมเศร้า
  • น้ำหนักตัวของผู้ป่วยจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้ป่วยยังกินได้ตามปกติหรืออาจกินจุมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทั้งนี้เป็นเพราะร่างกายมีการเผาผลาญอาหารมาก (แต่ผู้ป่วยบางรายอาจกินมากขึ้นจนน้ำหนักตัวไม่ลดลงหรือมีน้ำหนักตัวมากขึ้นก็ได้)
  • ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยคล้ายท้องเสีย หรือคลื่นไส้อาเจียน
  • บางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาไม่มีแรง (โดยเฉพาะบริเวณต้นขาและต้นแขน) กลืนลำบาก หรือมีภาวะอัมพาตเป็นครั้งคราวจากโพแทสเซียมในเลือดต่ำ (Hypokalemia)
  • ผู้ป่วยหญิงบางรายอาจมีประจำเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมีสีจาง มีประจำเดือนน้อย หรือประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือประจำเดือนขาด
  • อาการอื่น ๆ เช่น สุขภาพผมเปลี่ยนไป (ผมเปราะบางขาดง่าย และมีอาการผมร่วง), เล็บยาวผิดปกติ, ผิวหนังบาง, มีอาการคัน เป็นต้น

การรักษาโรคไทรอยด์เป็นพิษ

โดยทั่วไปแพทย์มักจะให้การรักษาด้วยยาต้านไทรอยด์เป็นหลัก นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว แพทย์อาจพิจารณาให้การรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ (Thyroidectomy) หรือให้กินน้ำแร่รังสีไอโอดีน/สารไอโอดีนกัมมันตรังสี (Radioactive iodine) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านไทรอยด์ มีอาการกำเริบซ้ำบ่อย มีความไม่สะดวกในการกินยาอย่างต่อเนื่องหรือมีอาการแพ้ยา รวมทั้งในรายที่มีอาการรุนแรงมาก ทั้งนี้แพทย์จะเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายโดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ของผู้ป่วย เช่น อายุ สุขภาพของผู้ป่วย ขนาดของต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้น และความรุนแรงของอาการ ส่วนในรายที่ทำได้หลายวิธี ก็จะเป็นการตัดสินใจร่วมกันของแพทย์และผู้ป่วย

การป้องกันโรคไทรอยด์เป็นพิษ

เนื่องจากสาเหตุหลักของภาวะไทรอยด์เป็นพิษเกิดจากภูมิคุ้มกันต้านทานโรคของร่างกายที่ผิดปกติที่ไม่สามารถป้องกันได้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราต้องคอยหมั่นสังเกตความผิดปกติของร่างกาย ถ้าพบว่ามีอาการที่สงสัยว่าเป็นไทรอยด์เป็นพิษ ควรไปรีบพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าเป็นไทรอยด์เป็นพิษจริงแล้วไม่ได้รับการรักษาก็อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและเป็นเหตุทำให้เสียชีวิตได้

             นอกจากนี้ในกรณีที่เคยป่วยเป็นโรคนี้และรักษาหายแล้ว การติดตามผลการรักษาในระยะยาวก็เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำได้อีก และหากสูบบุหรี่อยู่ก็ควรงดหรือหลีกเลี่ยง เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นไทรอยด์เป็นพิษมากขึ้น

          ทราบแล้วใช่ไหมว่าโรคที่เกี่ยวกับไทยรอยด์นี่อันตรายไม่เบาเลยแถมสาเหตุของการเกิดโรคนี้ก็ยังไม่สามารถป้องกันได้ เพราะฉะนั้นเราควรหมั่นสำรวจความผิดปกติของร่างกายตนเองเพื่อที่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีนะคร๊าบบบ

 

ค้นหาประกันภัยรถยนต์
ANC Hotline Hotline: 081-9000-916
Line: @anccare
Facebook: ancbrokerage
ประกันสุขถาพ (แนะนำ)
ประกันโรคมะเร็งพลัส ประกันอุบัติเหตุ เพื่อบุตร/หลาน ประกันอุบัติเหตุ PA คนท้อง
F&Q รวมคำถามประกันภัย
เรายินดีให้บริการ
เสียงตอบรับ